หลายคนเริ่มต้นลงทุนด้วยการซื้อดัชนี S&P 500 เพราะเชื่อว่าเป็น “มาตรฐานทองคำ” ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ซึ่งก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้วครับ แต่ในยุคที่ธนาคารกลางทั่วโลกพิมพ์เงินออกมามหาศาล (Money Printing) จนทำให้เกิดเงินเฟ้อในสินทรัพย์ (Asset Inflation) การได้แค่ 10% อาจทำให้เราแค่ “เสมอตัว” เมื่อเทียบกับปริมาณเงินที่ล้นโลก
วันนี้ Daddy จะพาไปแกะรอยแนวคิดจากคลิปสุดพรีเมียมของ พี่พอล ภัทรพล จากรายการ Money Matters ที่จะมาฉีกกฎการลงทุนเดิมๆ และเผย 10 วิธีเอาชนะตลาด เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริงครับ
1. ส่วนต่างแค่ 3% แต่ผลลัพธ์ต่างกันเป็น “สิบล้าน”
คุณพอลได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านตัวเลขคณิตศาสตร์ที่น่าตกใจมากครับ หากเรา DCA เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 30 ปี:
- ได้ 10% (เท่าตลาด): เงินปลายทางคือ 10.3 ล้านบาท
- ได้ 13% (ชนะตลาดนิดหน่อย): เงินปลายทางพุ่งเป็น 18.8 ล้านบาท
- ได้ 15% (เลือกสินทรัพย์เป็น): เงินปลายทางจะกลายเป็น 28 ล้านบาท!
เห็นไหมครับว่า ส่วนต่างเพียง 3-5% ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่มันคือส่วนต่างที่ตัดสินว่าคุณจะเกษียณแบบ “พอมีพอกิน” หรือ “มั่งคั่งเหลือเฟือ”
2. เจาะลึก 10 สินทรัพย์ที่ “แรงกว่า” ค่าเฉลี่ย
หากต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่า 10% เราต้องกล้าที่จะออกจาก Safe Zone ของหุ้น 500 ตัวแรก แล้วไปโฟกัสในกลุ่มที่มี “Growth” สูงกว่า ดังนี้ครับ:
กลุ่มเทคโนโลยีที่ครองโลก (NASDAQ 100)
ในขณะที่ S&P 500 รวมหุ้นทุกอุตสาหกรรม แต่ NASDAQ 100 โฟกัสไปที่หุ้นนวัตกรรม 100 ตัวแรก ผลตอบแทนย้อนหลัง 20 ปีเฉลี่ยสูงถึง 16% ต่อปี นี่คือเหตุผลที่หุ้นเทคฯ คือเครื่องยนต์หลักในการสร้าง Alpha (กำไรส่วนเกิน) ให้กับพอร์ต
เจาะจงรายอุตสาหกรรม (Thematic ETF)
แทนที่จะซื้อกว้างๆ คุณพอลแนะนำให้ลองมองหาธีมที่โลกกำลังโหยหา เช่น:
- VGT (Information Technology): เน้นซอฟต์แวร์และบริการไอที (ผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลัง ~21%)
- SMH (Semiconductor): หัวใจของ AI และสมาร์ทโฟน (ผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังสูงถึง 29%)
สินทรัพย์ทางเลือก (Bitcoin)
แม้จะมีความผันผวน แต่ในรอบ 5 ปี Bitcoin ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 40-50% ต่อปี ซึ่งชนะ S&P 500 ขาดลอย การแบ่งเงินส่วนเล็กๆ (เช่น 1-5%) มาลงใน Digital Asset อาจเป็นตัวเร่งพอร์ตให้โตไวกว่าเดิมหลายเท่า
3. กลยุทธ์ Common Sense: ลงทุนในสิ่งที่เรา (และโลก) ใช้
อีกวิธีที่ง่ายที่สุดในการชนะตลาดคือการมองไปรอบตัวครับ คุณพอลชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ “จ่ายเงิน” ให้บริษัทเหล่านี้ทุกวัน แต่ลืม “เป็นเจ้าของ”:
- Apple: มือถือในมือเรา
- Microsoft: โปรแกรมที่ใช้ทำงาน
- Meta (Facebook/IG): แอปที่เราไถทุกวัน
- Google: ทุกครั้งที่สงสัยเราต้องค้นหา
หุ้นกลุ่ม “ผู้ชนะ” เหล่านี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 20-22% ต่อปี ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา หากคุณตัดความกลัวแล้วเปลี่ยนจาก “ผู้บริโภค” มาเป็น “ผู้ถือหุ้น” โอกาสชนะ S&P 500 ก็อยู่แค่เอื้อมครับ
4. บทสรุป: สูงสุดคืนสู่สามัญ (ความรู้คือทุนที่แท้จริง)
การจะเอาชนะ S&P 500 ไม่ใช่การ “แทงหวย” แต่คือการ “คัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพสูง” และใช้ “เวลา” เป็นเครื่องผ่อนแรง อย่างที่พี่พอลย้ำเสมอว่า “ยิ่งอยากได้ผลตอบแทนสูง ยิ่งต้องมีความรู้เยอะ”
หากวันนี้คุณยังเป็นมือใหม่ แดดดี๊แนะนำให้เริ่มจากดัชนีวงกว้างก่อน แต่ถ้าคุณเริ่มมีชั่วโมงบิน การขยับมาศึกษาหุ้นรายตัวหรือ ETF เฉพาะกลุ่ม จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พอร์ตของคุณก้าวกระโดดครับ
ขอขอบคุณความรู้ดีๆ จาก:
เนื้อหาบทความนี้สรุปและเรียบเรียงมาจากรายการ Money Matters EP.305 ของคุณพอล ภัทรพล เพื่อนๆ สามารถไปฟังรายละเอียดและวิธีการคำนวณแบบจัดเต็มได้ที่คลิปต้นฉบับ: ฉีกกฎลงทุน! 10 วิธีเอาชนะ S&P 500
➡️ อยากมีวินัยแต่ทำไม่ได้? ให้ระบบช่วยคุณ [อ่านต่อ: Daddy Bot: วินัยอัตโนมัติที่ช่วยให้คุณเทรดแบบไร้อารมณ์]
➡️ เรียนรู้วิธีอยู่รอดในตลาด: [อ่านต่อ: Close System คืออะไร: 5 กฎเหล็กบริหารความเสี่ยง] เพื่อให้คุณมีพอร์ตที่ยั่งยืนพอจะรับผลตอบแทนทบต้นในระยะยาวครับ