By Daddy Investor | Reading Time: 10 Minutes
บทนำ: ทำไม “ความรู้” ถึงช่วยให้คุณรอดไม่ได้?
คุณเคยสงสัยไหมครับ? ทำไมคนที่มี IQ สูงเสียดฟ้า เป็นหมอผ่าตัดที่แม่นยำ เป็นวิศวกรที่คำนวณโครงสร้างตึกระฟ้า หรือเป็น CEO ที่บริหารคนนับพัน… พอเข้ามาในตลาดหุ้น กลับกลายเป็น “ผู้แพ้” ที่พอร์ตแดงเถือก?
พวกเขามีเงิน พวกเขามีสมอง และพวกเขาก็อ่านหนังสือเทคนิคอลเล่มเดียวกับคุณ แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงล้มเหลว?
คำตอบจาก Tom Hougaard เทรดเดอร์ระดับโลกผู้เขียน Best Loser Wins คือ “ตลาดหุ้นไม่ได้วัดกันที่ความฉลาด แต่วัดกันที่ความสามารถในการฝืนสัญชาตญาณมนุษย์”
พฤติกรรมปกติที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในโลกภายนอก (เช่น การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง, การแสวงหาความสมบูรณ์แบบ, การมีความหวัง) กลับกลายเป็น “ยาพิษ” ที่ร้ายแรงที่สุดในโลกการเทรด
บทความนี้ แดดดี๊จะไม่มาสรุปย่อๆ ให้ผ่านตา แต่จะพาคุณ “ดำดิ่ง” ลงไปในจิตวิทยาเบื้องลึกทั้ง 7 ข้อ เพื่อถอดรหัสและติดตั้ง Mindset ใหม่ ให้คุณก้าวข้ามจาก “เหยื่อ” สู่การเป็น “นักล่า” อย่างแท้จริงครับ

Deep Dive #1: คำสาปของคนปกติ (The Curse of Normalcy)
“ถ้าคุณเทรดเหมือนคนปกติ คุณจะได้ผลลัพธ์แบบคนปกติ… ซึ่งในตลาดหุ้น ผลลัพธ์ปกติคือการขาดทุน”
ในวงการมีกฎโหดหินที่เรียกว่า 90/90/90 (เทรดเดอร์ 90% เสียเงิน 90% ใน 90 วัน) สาเหตุหลักมาจากวิวัฒนาการของมนุษย์เราเองครับ
สมองของเรา (Reptilian Brain) ถูกโปรแกรมมาเป็นหมื่นปีเพื่อความอยู่รอด:
- วิ่งเข้าหาความสุข (Seek Pleasure): เมื่อเราเห็นกำไร (อาหาร) สัญชาตญาณสั่งให้รีบคว้า รีบกินก่อนที่จะโดนแย่ง -> นำไปสู่อาการรีบขายหมู
- หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด (Avoid Pain): เมื่อเราเจอภัยคุกคาม (ขาดทุน) สัญชาตญาณสั่งให้เราสู้ (ถือรอ) หรือแกล้งตาย (ไม่ยอมคัท) เพื่อหวังว่าภัยนั้นจะผ่านไป -> นำไปสู่การติดดอย
Action Plan: วิธีแก้นิสัย “คนปกติ”
- ยอมรับความจริง: ท่องไว้เสมอว่า “สัญชาตญาณแรกของฉัน มักจะผิดเสมอ”
- ฝืนใจทำ: เมื่อไหร่ที่รู้สึก “สบายใจ” (เช่น ได้กำไรแล้วรีบขาย) ให้รู้ว่านั่นคือกับดัก การเทรดที่ถูกต้องมักจะรู้สึก “อึดอัด” และ “ฝืนธรรมชาติ” เสมอ
Deep Dive #2: เลิกบ้า Win Rate แล้วมาดู “คณิตศาสตร์แห่งความรวย”
“คนส่วนใหญ่พยายามทายให้ถูกทุกครั้ง แต่คนรวยพยายามทำเงินให้มากที่สุดตอนที่ทายถูก”
เราถูกปลูกฝังจากระบบการศึกษาว่า คนเก่งต้องทำข้อสอบถูก 90/100 ข้อ เราจึงพยายามตามหา “ระบบเทรดแม่นๆ” (Holy Grail) ที่มี Win Rate สูงๆ
แต่ Tom Hougaard กางตัวเลขให้ดูชัดๆ ว่า Win Rate สูง อาจทำให้ล้มละลายได้ ถ้าคุณมี Risk:Reward Ratio ที่แย่
- นาย A (สายแม่น): Win Rate 90% (ชนะ 9 แพ้ 1)
- กำไรครั้งละ 10 บาท x 9 ครั้ง = 90 บาท
- แต่พอแพ้ทีเดียว ไม่กล้าคัท ลบไป 100 บาท
- สรุป: ขาดทุน -10 บาท (แถมเสียสุขภาพจิต)
- นาย B (สาย Best Loser): Win Rate 50% (ชนะ 5 แพ้ 5)
- แพ้ตัดจบไว เสียครั้งละ 20 บาท x 5 ครั้ง = -100 บาท
- ชนะถือยาว ได้ครั้งละ 60 บาท x 5 ครั้ง = +300 บาท
- สรุป: กำไร +200 บาท
Action Plan: เปลี่ยนโฟกัส
- เลิกถามว่า “ระบบนี้แม่นกี่เปอร์เซ็นต์?”
- เริ่มถามว่า “ระบบนี้ เวลาเสีย เสียเท่าไหร่? และเวลาได้ ได้กี่เท่าของที่เสีย?” (R:R Ratio ต้องอย่างน้อย 1:2 หรือ 1:3 ขึ้นไป)
Deep Dive #3: Emotional Flip (เทคนิคสลับขั้วหัวใจ)
นี่คือ Core Concept ที่สำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ครับ
เทรดเดอร์ 99% ใช้ “ความหวัง” และ “ความกลัว” ผิดที่ผิดทางตลอดชีวิตการเทรด
- เมื่อพอร์ตแดง (ขาดทุน): คุณเกิดความ “หวัง”
- “เดี๋ยวมันก็เด้งน่า” “พื้นฐานยังดี” “เจ้ามือคงแค่เขย่า”
- ความหวังนี้คือยาพิษที่ทำให้คุณกอดระเบิดเวลาไว้จนพอร์ตแตก
- เมื่อพอร์ตเขียว (กำไร): คุณเกิดความ “กลัว”
- “กำไรแล้ว รีบขายดีกว่า เดี๋ยวกลับไปขาดทุน” “กำขี้ดีกว่ากำตด”
- ความกลัวนี้คือตัวตัดโอกาสรวย ทำให้คุณได้แค่เศษเงิน ทั้งที่เทรนด์เพิ่งจะเริ่มต้น
Action Plan: สลับขั้วสมองเดี๋ยวนี้!
- เมื่อขาดทุน: จงเรียกหา “ความกลัว” ทันที! กลัวว่าเงินต้นจะหายไป กลัวว่าจะไม่ได้แก้ตัว ให้ความกลัวสั่งให้คุณรีบ Cut Loss
- เมื่อกำไร: จงเรียกหา “ความหวัง” เข้ามา! หวังว่าเทรนด์นี้จะไปดวงจันทร์ หวังว่านี่คือ Big Shot ที่จะเปลี่ยนชีวิต ให้ความหวังช่วยกดทับความกลัว เพื่อให้คุณกล้า Let Profit Run
Deep Dive #4: เอาชนะกับดัก Dopamine (ทำไมเราเสพติดการขายหมู?)
การรีบขายทำกำไร (Taking profit too soon) ไม่ใช่นิสัยส่วนตัว แต่มันคือ “ปฏิกิริยาเคมีในสมอง”
เมื่อคุณเห็นตัวเลขกำไรสีเขียว สมองจะหลั่งสาร Dopamine (สารแห่งความสุข) ออกมา แต่สารนี้มันมาไวไปไว สมองจึงเรียกร้องให้คุณ “ทำให้มันเป็นจริง” (Realize Profit) เพื่อรับรางวัล เดี๋ยวนี้ (Instant Gratification)
Tom Hougaard ตบหน้าเราด้วยความจริงที่ว่า:
“เงินที่คุณ ‘ไม่ได้ทำ’ (Money left on the table) คือต้นทุนที่แพงที่สุด”
การที่คุณรีบขายหุ้นที่กำลังพุ่งขึ้นไปต่ออีก 20-30% เงินส่วนต่างที่คุณพลาดไปนั้น มันไม่ใช่แค่ “น่าเสียดาย” แต่มันคือ “เงินทุนสำรอง” ที่คุณควรจะมีไว้จ่ายคืนในวันที่คุณเทรดพลาด
Action Plan: วิธีฝึกนั่งทับมือ
- ปิด P&L ซะ: อย่าดูตัวเงินที่วิ่งขึ้นลง ให้ดูแต่กราฟ
- ตัดสินด้วย Technical: ถามตัวเองว่า “กราฟเสียทรงหรือยัง?” ถ้ายังไม่หลุดแนวรับ/แนวต้านตามระบบ ห้ามกดขายเด็ดขาด ต่อให้กำไรมหาศาลแค่ไหนก็ตาม
Deep Dive #5: ความลับ 1% “เบิ้ลไม้ตอนกำไร” (Adding to Winners)
ถ้าถามว่าอะไรคือความแตกต่างเดียว ระหว่างเทรดเดอร์ที่ “พออยู่พอกิน” กับเทรดเดอร์ที่ “รวยระดับตำนาน”
คำตอบคือ Pyramiding หรือการเบิ้ลไม้ครับ
คนทั่วไปชอบทำสิ่งที่เรียกว่า Averaging Down (ถัวเฉลี่ยขาลง)
- ซื้อแล้วลง -> ซื้อเพิ่มเพื่อลดต้นทุน -> ยิ่งลงยิ่งเจ็บหนัก (เหมือนเติมเชื้อไฟเข้ากองเพลิง)
แต่ Best Loser จะทำสิ่งที่เรียกว่า Adding to Winners (ถัวเฉลี่ยขาขึ้น)
- ซื้อแล้วขึ้น -> ตลาดพิสูจน์แล้วว่าเราคิดถูก -> ซื้อเพิ่ม!
หลักการ: ใช้กำไรจากไม้แรก มาเป็น “เกราะกำบัง” ความเสี่ยงให้ไม้สอง ถ้ากราฟวิ่งต่อ คุณจะได้กำไรทวีคูณ (Exponential) แต่ถ้ากราฟย่อกลับมา คุณก็แค่เสมอตัว (Breakeven)
Action Plan: กฎการเบิ้ลไม้
- ไม้แรกต้องกำไรแล้วเท่านั้น
- ทุกครั้งที่เปิดไม้เพิ่ม ต้องเลื่อน Stop Loss ของไม้ก่อนหน้ามาบังทุนเสมอ
- อย่าเบิ้ลในจุดที่กราฟ Overbought/Oversold เกินไป ให้รอจังหวะย่อแล้วรับ (Dip) ในเทรนด์ขาขึ้น
Deep Dive #6: ความน่าเบื่อและการซ้อมเจ๊งในหัว (Mental Rehearsal)
“ถ้าการลงทุนมันตื่นเต้น สนุกสนาน แปลว่าคุณกำลังจะเสียเงิน” – George Soros
มือใหม่เข้ามาตลาดเพื่อหาความตื่นเต้น (Excitement) เหมือนเล่นการพนัน
แต่มืออาชีพมองการเทรดเป็น “งานโรงงาน” ที่น่าเบื่อ ซ้ำซาก และต้องทำตามกฎเป๊ะๆ
Tom Hougaard ใช้เทคนิคที่นักกีฬาระดับโลกใช้กัน นั่นคือ Visualization หรือการจินตนาการ… แต่ไม่ใช่จินตนาการถึงชัยชนะนะครับ
เขาจะ “ซ้อมเจ๊งในหัว” (Negative Visualization) ทุกเช้า
- เขาจะหลับตาเห็นภาพกราฟพุ่งสวนทางทันทีที่กด Buy
- เขาเห็นตัวเองกำลังกด Cut Loss ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
- เขาเห็นตัวเองปิดคอมแล้วเดินไปชงกาแฟ โดยไม่รู้สึกโกรธแค้นตลาด
Action Plan: ฝึกซ้อมก่อนลงสนาม
ก่อนตลาดเปิดทุกวัน ให้ใช้เวลา 2 นาที จินตนาการถึง Worst-Case Scenario ที่อาจเกิดขึ้น แล้วถามตัวเองว่า “ฉันจะรับมือมันยังไง?” เมื่อถึงเวลาหน้างานจริง คุณจะไม่สติแตก เพราะคุณ “ซ้อมมาแล้ว”
Deep Dive #7: บทสรุป… ตลาดจ่ายเงินให้สิ่งที่คุณ ‘ทำ’
ความรู้ (Knowledge) มีราคาถูกครับ คุณหาอ่านได้ฟรีๆ ตามอินเทอร์เน็ต
แต่ การลงมือทำ (Execution) มีราคาแพงระยับ
ตลาดหุ้นไม่เคยสนใจว่าคุณวิเคราะห์เก่งแค่ไหน หรือคุณนับคลื่น Elliott Wave ได้แม่นยำเพียงใด
ตลาดสนใจแค่ว่า:
- เมื่อคุณผิด คุณยอมมอบตัวเร็วแค่ไหน? (Lose Good)
- เมื่อคุณถูก คุณกล้ากอบโกยมากแค่ไหน? (Win Big)
จงทิ้งอัตตาของ “นักวิเคราะห์” ที่อยากจะเอาชนะตลาด แล้วสวมวิญญาณ “เทรดเดอร์” ผู้เป็นนักบริหารความเสี่ยงที่ยอดเยี่ยม
อาวุธคู่กายสำหรับ “Best Loser”
การจะมี Mindset ที่แข็งแกร่งระดับนี้ได้ “ใจ” อย่างเดียวไม่พอครับ คุณต้องมี “เครื่องมือ” ที่ตอบสนองทันใจด้วย
ลองจินตนาการว่าคุณตัดสินใจจะทำ Adding to Winners ในจังหวะข่าวออก แต่โบรกเกอร์กลับค้าง หรือส่งคำสั่งช้าไป 2 วินาที… กำไรมหาศาลอาจกลายเป็นขาดทุนได้ทันที
ทำไม Tickmill ถึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่คุณตามหา?
- Execution Speed ระดับเสี้ยววินาที: เซิร์ฟเวอร์ของ Tickmill ออกแบบมาเพื่อความเร็วและความเสถียรสูงสุด ช่วยให้คุณเข้าออเดอร์ในราคาที่คุณต้องการจริงๆ ไม่ใช่ราคาที่ตลาดโยนให้
- Low Spreads รักษาต้นทุน: กลยุทธ์ Best Loser อาจต้องมีการเข้าออกบ่อยในช่วงแรกเพื่อหาเทรนด์ สเปรดที่ต่ำจะช่วยให้คุณ “เจ็บน้อยที่สุด” ในวันที่ผิดทาง และ “ถึงจุดคุ้มทุนไวที่สุด” ในวันที่ถูกทาง
- No Dealing Desk: สู้กับตลาดแบบแฟร์ๆ ไม่มีใครมาแอบดูไพ่คุณ หรือดึงราคาให้คุณเสียเปรียบ
ถ้าคุณอัปเกรด “Software” ในสมองด้วยหนังสือเล่มนี้แล้ว…
อย่าลืมอัปเกรด “Hardware” ของคุณให้พร้อมรบด้วยนะครับ
👉 [เริ่มฝึกฝนกลยุทธ์ Best Loser ด้วยบัญชีทดลองฟรีกับ Tickmill คลิกที่นี่]
Checklist ส่งท้าย: คุณพร้อมจะเป็นผู้ชนะหรือยัง?
แปะเช็คลิสต์นี้ไว้หน้าจอเทรดเลยครับ:
- [ ] วันนี้ฉันเตรียมใจที่จะ “แพ้” แล้วหรือยัง? (ยอมรับความเสี่ยง)
- [ ] ฉันกำลังเทรดด้วย “ความหวัง” หรือเทรดด้วย “แผน”?
- [ ] ถ้าพอร์ตแดง ฉันกล้า “คัท” ทันทีไหม?
- [ ] ถ้าพอร์ตเขียว ฉันกล้า “ถือ” ต่อไหม?
ขอให้ทุกคนโชคดี และสนุกกับการเป็น “ผู้แพ้ที่รวยที่สุด” ครับ!
#DaddyInvestor #BestLoserWins #TomHougaard #TradingPsychology #Mindset #Tickmill